Home » ข่าวกีฬา » เหตูผลที่ “ลิเวอร์พูล” จะเป็นแชมป์ในปีนี้

เหตูผลที่ “ลิเวอร์พูล” จะเป็นแชมป์ในปีนี้

นี่เป็นการออกสตาร์ทเริ่มฤดูกาลของ ลิเวอร์พูลที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในรอบหลายปีก็ว่าได้ การชนะ 4 นัดรวดแถมประตูได้เสียก็ไม่ขี้เหล่ทำให้ตอนนี้ ลิเวอร์พูลขึ้นรั้งจาฝูงพรีเมียร์ลีก ณ ปัจจุบัน แต่นี้พึ่งเป็นการเริ่มต้นของฤดูกาลเพียงเท่านั้น ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องเจอ เดียววันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่ายอดทีมแห่งอังกฤษทีมนี้จะพร้อมสำหรับถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกหรือยัง ตามผมมาดูกัน….

เมื่อช่วงตลาดนักเตะเปิดในรอบที่ผ่านมาลิเวอร์พูลได้ทำรายสถิติหลายๆอย่างของวงการฟุตบอลไม่ว่าจะซื้อกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ด้วยค่าตัว 60 ล้านยูโร แน่นอนว่าเวลานั้นมีหลายทีมเหลือเกินที่พยายามจะเจรจาและคว้าตัว ปราการหลังจอมแกร่งของ นักบุญ เซาท์แธมป์ตัน อย่าง “เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค” ไปร่วมทีมในฤดูกาลหน้าให้ได้ ลิเวอร์พูลจึงต้องยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อคว้าตัวเขาเข้ามาร่วมทีม และยังมีอีกคนนั้นคือยอดมือกาวอย่าง อลิสซอน เบ็คเกอร์ นายทวารเลือดแซมบ้า หลังย้ายมาจาก อาแอส โรม่า ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกสำหรับโกล นั้นหมายความว่าเดอะเรดส์ประกาศให้ทั้งโลกได้เห็นว่าปีนี้เขานั้นจะต้องได้แชมป์อะไรสักอย่างแน่นอน โดยเปิดฤดูกาล 3 เกมการแข่งขัน 3 ชัยชนะ 3 คลีนชีต ก่อนที่จะโดนเลสเตอร์ ซิตี้เปิดซิงไป 1 ลูกในเกมส์ล่าสุดแต่ด้วยฟอร์มต้นฤดูกาลขนาดนี้คือการเริ่มต้นฤดูกาลของลิเวอร์พูล และเมื่อเอามารวมกับนักเตะคุณภาพเยี่ยมที่พวกเขาได้ซื้อมาในตลาดซื้อขายในซัมเมอร์นี้ ก็ได้ตอกย้ำความคิดที่ว่า เดอะเรดส์ กำลังเป็นภัยคุกคามหลักของ แมนฯซิตี้ ในฤดูกาลนี้ ถ้าย้อนกลับไปอดีตอันแสนเจ็บปวดลิเวอร์พูลเคยทำสถิติเปิดฤดูกาลได้ดีแบบนี้อยู่อีกหนึ่งครั้งคือช่วงยุคสมัยที่ ราฟา เบนิเตซ ยังคุมบังเหียนอยู่ฤดูกาลนั้น เขาพาทีมจบฤดูกาลด้วยอันดับ 2 และแพ้แค่สองเกมในฤดูกาลดังกล่าว ซึ่งคงเป็นฤดูกาลที่แสนเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย แต่ก็ชั้งมันเถอะครับเพราะ “ฤดูกาลนี้เรามาแน่”

1.ทีมที่พร้อมที่สุดคือทีมสำหรับแชมป์

หากพูดถึงคู่แข่งสำหรับลิเวอร์พูลตอนนี้คงหนีไม่พ้นแชมป์เก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถ้าเทียบคุณภาพนักเตะตัวต่อตัวทั้ง 11 ตัวจริงนั้นมีความสูสีไกล้เคียงกันอยู่ แต่ที่ไม่ค่อยดีสำหรับทีมของเยือร์เกิน คล็อพ คือนักเตะหมุนเวียนภายในทีมที่ยังคงสู้กับซิตี้ไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้น่าจะเสียเปรียบเรื่องความฟิต ความสดของนักเตะที่ต้องหมุนเวียนกันพักอยู่ตลอดเวลา แต่นั้น เยือร์เกิน คล็อพ ก็ได้หาข้อดีอย่างอื่นมาทดแทนโดยที่เขาเร็งเห็นปัญหาสำคัญสำหรับทีมอีกอ่างหนึ่งก็คือ การเล่นลูกเซ็ตเพลย์หรือการทุ่มบอล  เขาถึงกับลงทุมจ้างผู้เชี่ยวชาญในด้านการทุ่มบอลเข้ามาชั่วคราวเขาไม่จำเป็นจะต้องสอนเทคนิคการทุ่มด้วยตัวเอง โดยให้นักเตะได้เรียนรู้วิธีการทุ่มจากมืออาชีพเพื่อเรียนรู้การที่จะหาประโยชน์ให้ได้มากที่สุดจากการเล่นลูกเซ็ตเพลย์ และลดข้อผิดพลาดต้องๆที่จะเกิดขึ้นหากทำผิดวิธี และอีกอย่างที่เป็นคีแมนสำคัญในการพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ฤดูกาลนี้คือ อลิสสัน เบ็คเกอร์ มือกาวป้ายแดงที่พึ่งซื้อมาใหม่ เขานั้นได้พัฒนาการออกบอลให้กับ อลิสสัน เบ็คเกอร์ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับทีมบวกกับความเร็ว ความคล่องตัวของ นาบี เกอิต้า ในเกมการสวนกลับซึ่งทั้งสองเป็นนักเตะที่เซ็นสัญญาเข้ามาใหม่ที่จะช่วยให้ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ดีขึ้นกว่าเดิมในปีนี้อย่างแน่นอน

2. เลือกความสำคัญระหว่าง พรีเมียร์ ลีก กับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ถูกจังหวะ

ถ้าหากคุณให้แฟนบอลหลายทีมใหญ่ๆของพรีเมียร์ ลีก เลือกระหว่างถ้วย พรีเมียร์ ลีก กับ ถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แฟนบอลส่วนใหญ่คงตอบแชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะเป็นถ้วยที่ใหญ่กว่าอย่างแน่นอน แต่สำหรับสโมสรแห่งนี้ ลิเวอร์พูลแล้วผมมองว่าหลายๆคนคงตอบส่วนทางกับแฟนบอลทีมอื่นๆอย่างแน่นอนเพราะว่าเขาคงอยากหยุดสิ่งที่โดนกดดันมาหลายปีให้มันจบลงโดยเร็วที่สุดเสียทีกับการรอคอยการได้ชูถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ ลีก กับเขาบ้าง แม้ว่าในรายการ แชมเปี้ยนส์ ลีก นั้นลิเวอร์พูลจะเจอกับทีมที่ค่อนข้างโหดอยู่บ้างอย่าง เปแอชเช และ นาโปลี ซึ่งอะไรจะเกิดต่อจากนี้ก็ไม่อาจมีใครรู้เพราะฟุตบอลนั้นสามารถพลิกได้หลายด้านเหลือเกิน โดยทีมไหนถ้าผ่านเข้ารอบรายการ แชมเปี้ยนส์ ลีก นี้จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่โค้ชของแต่ละทีมจะต้องโฟกัสให้ดีโดยการเรียงลำดับความสำคัญของแต่ละรายการนั้นหมายถึงถ้าให้ความสำคัญผิดแม่แต่นิดเดียวอาจจะส่งผลให้อีกรายการหนึ่งมีผลเสียตามมา

3.แมนฯซิตี้ จะสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเองได้หรือ

ถ้ายกปัจจัยอื่นๆทั้งปวงออกหมดที่นี้เราก็ต้องมีดูอีกปัจจัยสำคัญไม่น้อยอย่างอดีตแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ซิตี้ว่าจะสร้างสุดยอดสถิติที่ต้องถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังแห่งวงการพรีเมียร์ ลีก ได้อีกครั้งหรือไม่ สถิติชนะต่อเรื่อง, สถิติแต้มรวมสุทธิ, ไม่มีนักเตะหลักเจ็บ ปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นกับซิตี้ในฤดูกาล 2017/18 ถ้ามองจากมุมที่เรานั้งอ่านอยู่ตอนนี้คงไม่อยากเพราะชื่อเสียงของแมนเชสเตอร์ซิตี้ตอนนี้นั้นไม่ใช้ทีมเกรด B อีกต่อไปแล้ว แต่อย่าลืมว่าเรือใบสีฟ้าได้เสีย คีร์แมนหลักที่มีส่วนสำคัญในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ในปีที่ผ่านมาอย่าง เควิน เดอบรอยน์ เคลาดิ โอ บราโว่ ผู้รักษาประตูสำรอง ที่ดูเหมือนจะมีอาการบาดเจ็บอาจจะอดลงช่วยทีมทั้งฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ และยังมีอีกหลายคนที่ต้องมีส่วนร่วมในศึกฟุตบอลโลกปีที่ผ่านมาซึ่งอาจจะส่งผลในเรื่องความสดใหม่ สภาพร่างกายต่อทีมอีกด้วย

4.บางทีก็ต้องพึ่งดวงซะบ้าง

ลิเวอร์พูลคือทีมที่โชคร้ายที่สุดในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาล 2017/18 พวกเขาเสียไปถึง 12 แต้ม เพราะการตัดสินที่ผิดพลาดของกรรมการ แต่ถึงแม้เขาจะการตัดสินที่ถูกต้องและได้รับ 12 แต้มกลับคืนมา แมนฯซิตี้ก็ยังคงอยู่เหนือกว่าถึง 10 แต้ม แต่หากไม่มีฟุตบอลถ้วยยุโรปและอาการบาดเจ็บของนักเตะมากวนใจ ช่องว่างระหว่างคะแนนจะต้องแคบกว่านี้อย่างแน่นอนหงส์แดงได้จุดโทษแค่ 3 ครั้งเท่านั้น เทียบกับฤดูกาลก่อนหน้านั้นที่ได้ถึง 8 ครั้ง หากดวงของพวกเขาบาลานซ์มากกว่านี้ ได้ประโยชน์จากกรรมการบ้าง และโชคไม่ร้ายเกินไปไปตลอดทั้งซีซั่น จะส่งผลดีกับลิเวอร์พูลยิ่งขึ้นในอีกจุดของที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในด้านโชคคืออาการบาดเจ็บ การบาดเจ็บที่รุนแรงอย่างเช่นการเจ็บเข่าของ อเล็กซ์ อ็อกเลด แชมเบอร์เลน เกิดขึ้นโดยที่สโมสรไม่สามารถควบคุมได้ โชคในอาการบาดเจ็บจะมีส่วนสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะหากนักเตะหลักเกิดบาดเจ็บไปจะส่งผลร้ายแรงอย่างมากกับลิเวอร์พูล ทีมไหนก็ตามที่คว้าแชมป์ลีกหรือฟุตบอลถ้วยเมเจอร์ ล้วนแต่ต้องพึ่งโชคในด้านนี้ควบคู่ไปด้วย

Check Also

สรุปเหตุการณ์วงการลูกหนังโลกแห่งปี 2018

ก่& …

ใส่ความเห็น